Home STORY 12 ความลับอาหารที่เราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

12 ความลับอาหารที่เราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

14 second read
0
178

เชื่อว่าหลายๆ คนคงมีคำถามเกี่ยวกับอาหารหลายๆ อย่าง บางเรื่องอาจจะรู้แล้ว และบางเรื่องอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน วันนี้มาดูกันสัก 12 อย่างว่ารู้ไหมว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้

ทำไมแครกเกอร์ถึงมีรู?

รูบนขนมแครกเกอร์นั้นไม่ใช่ว่าทำไปงั้นๆ เพราะเหตุผลก็คือกระบวนการผลิตนั่นเอง ถ้าไม่มีรูเหล่านี้ขนมปังแครกเกอร์จะไม่สามารถอบให้สุดทั่วทั้งชิ้นได้ รูเหล่านี้จะทำให้ไอน้ำลอยผ่านขึ้นไประหว่างกระบวนการผลิต ทำให้มันแบน กรอบ

สำหรับจำนวนและตำแหน่งของรูบนแครกเกอร์นั้นขึ้นอยู่กับขนาดและหน้าตา ถ้ารูใกล้กันเกินไปจะทำให้แห้งและแข็งเนื่องจากไอน้ำผ่านจำนวนมาก ถ้ารูอยู่ห่างกันเกินไปจะทำให้แครกเกอร์เปราะและร่วน รวมไปถึงผิวหน้ามีฟองอากาศ แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากจะกินแน่นอน

ทำไมนมมีสีขาว?

นมเป็นส่วนผสมของน้ำ 87% และของแข็ง 13% โดยของแข็งดังกล่าวก็เช่นไขมัน และโปรตีนหลากหลายประเภท โดยหลักๆ แล้วเป็นโปรตีนประเภทที่เรียกว่า Casein โดยมีอยู่ทั้งสิ้นสี่ประเภท และคิดถึง 80% ของโปรตีนในนม

ที่เห็นเป็นสีขาวนั้นก็เพราะว่าเมื่อแสงผ่านของเหลวที่เราเรียกว่านม และไม่มีสเปคตรัมที่ถูกดูดเอาไว้ ทำให้ออกมาเป็นสีขาวนั่นเอง โดยโปรตีน Casein และไขมันจะกระจากอยู่ในของเหลว และสะท้อนแสงออกอย่างไร้ระเบียบ ทำให้กลายเป็นสีขาวในที่สุด

ทำไมพริกถึงเผ็ด?

รสแสบร้อนจากพริกนั้นเกิดจากสิ่งที่เรียกว่าแคปไซซิน (capsicin) เป็นสารไม่มีสี ไร้กลิ่น และเป็นสารละลายไม่มีขั้ว สามารถละลายได้ในไขมัน ซึ่งเมื่อพบกับประสาทสัมผัสในลิ้นจะส่งผลให้รู้สึกเผ็ดร้อนนั่นเอง

ทำไมมินต์ถึงรู้สึกเย็น?

มินต์นั้นเป็นขั้วตรงข้ามของพริกเลยก็ว่าได้ เมนทอล (menthol) ทำให้ร่างกายเราคิดว่าเป็นสัมผัสที่เย็น เมื่อเรากินเข้าไปสมองเราก็จะแปลความหมายเข้าใจว่ามันเย็นนั่นเอง แม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิภายนอกก็ตาม

ทำไมหั่นหอมแล้วร้องไห้?

หัวหอมนั้นมีญาติๆ ในสปีซีส์เดียวกันอยู่เยอะ เช่นกระเทียม จะดูดซับซัลเฟอร์จากดิน เมื่อถูกหั่นมันก็ปลดปล่อยซัลเฟอร์ออกมา ซึ่งเอนไซม์เหล่านี้ทำปฏิกริยากับซํลเฟอร์ เกิดขึ้นเป็นกรดอมิโนซัลฟอกไซด์ ทำให้กลายเป็นกลายเป็นสารไม่สเถียรอย่าง โพรเพนไธอัลซัลเฟอร์รอกไซด์ เมื่อโดนกับความชื้นในดวงตาก็จะเกิดอาการปวดแสบร้อน และสมองจะสั่งให้น้ำตาไหลเพื่อลดอาการระคายเคืองนั่นเอง

ทำไมสวิสชีสถึงมีรู?

รูบนสวิสชีสนั้นเป็นผลจากการใส่จุลชีวภาพลงในนมเพื่อสร้างสวิสชีสนั่นเอง โดยมีแบคทีเรียที่ใช้สามประเภท (แตกต่างกันไปตามยี่ห้อผู้ผลิต) ได้แก่ Streptococcus Thermophilus, Lactobacillus Helveticus และ Propionibacterium Shermanii โดยสองตัวแรกจะทำปฏิกริยาออกมาเป็นกรดแลคติค และจะถูกจุลชีวภาพสุดท้าย (Propionibacterium Shermanii) กินในท้ายที่สุด ทำให้เกิดขึ้นเป็นรูในกระบวนการผลิตนั่นเอง โดยการที่จุลชีวภาพกินกรดแลคติคจะได้ออกมาเป็นอะซีเตต กรดโพรพิโอนิค และคาร์บอนไดออกไซด์

ทำไมปอปคอร์นถึงระเบิดเมื่อได้รับความร้อน?

ในข้าวโพดมีส่วนประกอบหลักสามอย่างที่ทำให้เกิดเป็นปอปคอร์น ได้แก่ปริมาณน้ำในข้าวโพด ความแข็ง และเปลือกที่ป้องกันน้ำออก เมื่อได้รับความร้อนน้ำที่อยู่ข้างในจะเริ่มแปรสภาพเป็นไอน้ำ เมื่อผิวนอกไม่มีรูไอน้ำก็จะเกิดความดันภายใน เมื่ออยู่ภายใต้ความดันและความร้อนก็จะทำให้ข้าวโพดข้างในระเบิดออกมา

ทำไมกุ้งและปูเมื่อได้รับความร้อนแล้วกลายเป็นสีแดง?

ผิวเปลือกนอกของสัตว์ประเภทครัสเตเชียน (กุ้ง, กั้ง, ปู, กุ้งเครย์ฟิช, กุ้งแม่น้ำ) ทั้งหลายมีสารประกอบสีหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือแคโรทีนอยด์ที่เรียกว่า Astaxanthin (แอสแตกธิน) ทำให้เกิดโทนสีแดง ในอุณหภูมิปกติที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้แหวกว่ายในน้ำสารกำเนิดสีแอสแตกธินนี้จะถูกซ่อนอยู่เนื่องจากโปรตีนอื่นๆ บดบังเอาไว้ ทำให้เห็นเป็นสีน้ำเงินเทา หรือน้ำตาลเขียว แต่พอถูกความร้อนโปรตีนเหล่านั้นจะหายไป ทำให้สีแดงเด่นชัดขึ้นมา อีกทั้งยังสเถียรอีกด้วย

ทำไมเกลือถึงปรุงแต่งรสและกลิ่น?

รสเค็มเป็นหนึ่งในรสอนุมูลพื้นฐานที่มนุษย์สามารถรับรสได้จากลิ้น โดยเกลือนั้นทำให้โมเลกุลบางชนิดในอาหารปลดปล่อยออกมาในอากาศได้มากขึ้น เมื่อกลิ่นลอยออกมาก็ทำให้เรารับรสได้ดีขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้เกลือยังกดรสขมให้สัมผัสได้น้อยลงอีกด้วย (นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึงมีการโรยเกลือลงบนผลไม้จำพวกพวง เช่นองุ่น) อย่างไรก็ตามเกลือไม่สามารถกลบรสอื่นๆ อย่างหวานหรือเปรี้ยวได้ แต่ช่วยปรับสมดุลให้ได้บ้าง

ทำไมแฮมเบอร์เกอร์เรียกว่าแฮมเบอร์เกอร์?

ช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ชาวเยอรมันบางคนที่เดินทางมาเอเชียพบว่าคนท้องถิ่นมักจะเก็บเนื้อวัวเอาไว้ระหว่างอานบนหลังม้า เพื่อให้มั่นนิ่มลงและนำมาบริโภคในภายหลัง ชาวเยอรมันเหล่านั้นชื่นชอบในไอเดีย และนำกลับไปทดลองที่เมืองฮัมบวร์ก (Hamburg) ทำให้ถูกเรียกว่าเนื้อแฮมเบอร์ก พอชาวเยอรมันเหล่านั้นอพยพไปที่สหรัฐอเมริกาก็เริ่มทำอาหารเหล่านี้อีกครั้ง และชื่อก็กลายเป็นแฮมเบอร์เกอร์ในที่สุด

ความจริงแล้วเฟรนช์ฟรายมาจากไหน?

มันฝรั่งทอดสีเหลืองทองนี้แท้จริงแล้วไม่มีใครรู้ว่าจุดเริ่มต้นมาจากที่ไหน โดยมีทฤษฏีบอกเล่าจำนวนมาก บางรายก็บอกว่าชาวฝรั่งเศสได้สร้างมันขึ้นมา บางแหล่งก็บอกว่าชาวเบลเยี่ยมต่างหากที่สร้างมันขึ้นมา นักประวัติศาสตร์บอกว่าอาจจะเป็นชาวเบลเยี่ยมที่ทอดมันฝรั่งเส้นบางๆ และทำมาตั้งแต่สมัยปลายศตวรรษที่ 17 (แต่บางรายก็บอกว่าน่าจะเป็นปลายศตวรรษที่ 18 มากกว่า)

นักประวัติศาสตร์เล่าว่าใน Meuse Valley ระหว่าง Dinant และ Liege ที่ประเทศเบลเยียมนั้นคนนิยมทอดปลาตัวเล็กๆ ที่จับได้เป็นอาหาร แต่ในฤดูหนาวที่แม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็งก็ทำให้ต้องนำมันฝรั่งมาทอดแทน แต่เนื่องจากช่วงเวลาเดียวกันชาวฝรั่งเศสอวดอ้างว่าตัวเองคิดค้นเฟรนช์ฟราย โดยตอนนั้นได้รับความนิยมในฝรั่งเศสมาก โดยเฉพาะที่ปารีส

เยลลี่กับแยมต่างกันยังไงบ้าง?

ความแตกต่างระหว่างเยลลี่กับแยมนั้นก็คือ เยลลี่ทำมาจากน้ำของผลไม้ ขณะที่แยมทำมาจากผลไม้ทุบ… ถ้าเอาให้ละเอียดหน่อย เยลลี่ทำมาจากผลไม้ทุบ จากนั้นกรองทุกอย่างออกจนเหลือแต่น้ำ นำน้ำดังกล่าวไปต้ม เติมน้ำตาลและเพกตินเข้ามา ทำให้เกิดปฏิกริยากับน้ำตาลกลายเป็นเยลลี่เด้งดึ๋งในที่สุด ขณะที่แยมนั้นแม้จะกระบวนการคล้ายเยลลี่แต่ไม่ได้กรองน้ำออก ทำให้ยังเหลือกากและเมล็ดอยู่ โดยกระบวนการทำไม่ได้ใส่เพกตินตอนต้ม ทำให้ยังมีสภาพเหลวๆ กว่า

ที่มา – Friendseat

Comments

comments

Load More In STORY

Check Also

Anello Disney | Anello จับมือกับ Disney ออกเวอร์ชันพิเศษด้วยตัวละครน่ารักๆ

Anello Disney | กระเป๋า Anello เป็นกระเป๋าที่ได้รับความนิยมอย่างมากแม้แต่ในประเทศไทยเอง ถ้…