Home story แพ้ท้องคืออะไร ทำไงดี?!

แพ้ท้องคืออะไร ทำไงดี?!

10 second read
1
762

อาการแพ้ท้อง เป็นอาการที่คุณแม่ทุกคนจะต้องพบเจอเวลาตั้งครรภ์ ซึ่งวันนี้มะม่วงจะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักอาการแพ้ท้องและวิธีบรรเทาอาการแพ้เบื้องต้นกันค่ะ

อาการแพ้ท้อง (Morning sickness) เป็นอาการหรือความรู้สึกที่ไม่สุขสบายที่เกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์มากกว่า 80-90% ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียมากกว่าปกติ แต่อาการเหล่านี้จะดีขึ้นเมื่อมีอายุครรภ์มากกว่า 3 เดือน หรือบางรายอาจจะแพ้ตั้งแต่เดือนแรกๆ เลยค่ะ

วิธีบรรเทาอาการแพ้เบื้องต้น

1.ลูกอม หรือ ของดอง เช่นผลไม้ดอง หรทอ ผลไม้มีรสเปรี้ยวฝาด จะทำให้คลื่นไส้น้อยลง แต่ไม่ควรทานมาก

2.พักผ่อนให้เพียงพอไม่นอนดึก

3.แม้ว่าบางครั้งคุณแม่จะไม่รู้สึกหิว แต่ก็ควรจะพยายามบังคับตัวเองให้รับประทานอาหารให้ได้ (ครั้งละน้อย ๆ ก็ยังดี)

4.ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน หรือจิบน้ำบ่อย ๆ ในระหว่างวัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำและทำให้ปัสสาวะเข้มข้น (ฝานขิงอ่อนเป็นแผ่นบาง ๆ แช่ในน้ำร้อน แล้วนำมาจิบบ่อย ๆ จะช่วยลดอาการแพ้ท้องคลื่นไส้ อาเจียนได้ดี)

part1

อาการคนแพ้ท้องส่วนใหญ่จะเป็น

  • รู้สึกคลื่นไส้อาเจียน : คุณแม่จะรู้สึกอึดอัดท้องและหน้าอกมากจนต้องอาเจียนออกมา เมื่ออาเจียนออกมาตอนท้องว่างและไม่มีอะไรออกมา คุณแม่จะรู้สึกทรมานมาก (บางคนถึงกับต้องยอมกินทั้งที่ไม่อยากกิน เพราะหากไม่มีอะไรตกถึงท้องก็จะรู้สึกคลื่นไส้อยู่ตลอดเวลา)
  • ปวดแสบลิ้นปี่ : ในช่วงที่คุณแม่มีอาการแพ้ท้องและอาเจียนบ่อย ๆ อาจมีอาการแสบบริเวณลิ้นปี่เกิดขึ้นตามมาได้ค่ะ เหตุเกิดขึ้นเพราะน้ำย่อยที่อาเจียนออกมาทำให้แสบหลอดอาหารและคุณแม่อาจมีความรู้สึกขมที่ลิ้น รู้สึกเจ็บปวดในอก และอาจกระจายถึงคอ เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเจ็บคอและมีอาการไอเรื้อรังได้ และ นอกจากนี้อาการปวดแสบลิ้นปี่ยังอาจเกิดจากการที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารได้รับผลกระทบ จึงอาจมีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารและระคายเคืองหลอดอาหารจนทำให้คุณแม่รู้สึกแสบที่ลิ้นปี่ได้จ้า
  • รู้สึกไวต่อกลิ่น : อาการนี้เกิดขึ้นเนื่องจากระบบประสาทอัตโนมัติไม่มั่นคง ทำให้คุณแม่อาจรู้สึกไม่สบายในทันทีเมื่อได้กลิ่นเหม็น ๆ เช่น บางคนอาจรู้สึกไม่ชอบกลิ่นอาหาร เช่น เนื้อ กลิ่นกระเทียม กาแฟ กลิ่นน้ำหอมที่เคยชอบกลับไม่ชอบ บางทีก็รู้สึกเหมือนกลิ่นคุณพ่อ แต่บางทีก็รู้สึกหอมมากกับบางสิ่ง เช่น กลิ่นหุงข้าว กลิ่นไอน้ำจากของต้ม

smellnausea

  • ความชอบในการกินเปลี่ยนไป : บางครั้งคุณแม่อาจอยากกินอาหารแปลก ๆ เช่น อาหารที่มีรสเปรี้ยวอย่างมะม่วง มะกอก มะดัน ฯลฯ หรือจู่ ๆ ก็ไม่สามารถกินของที่ตัวเองเคยชอบได้ และบางครั้งก็อยากกินของที่ไม่เคยชอบอย่างมาก แต่คุณแม่บางรายก็ไม่อยากจะกินอะไรเลยก็มี ซึ่งอาจเป็นเพราะมีอาการขมเฝื่อนในปาก เพราะร่างกายเปลี่ยนไป ทำให้กินอาหารไม่อร่อย
  • มีอาการอ่อนเพลีย : รู้สึกเหน็ดเหนื่อย อยากนอนหลับตลอดเวลา เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นมีผลทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายคลายตัวเหมือนยากล่อมประสาท ภายในร่างกายมีการเผาไหม้อาหารสำหรับทารกตัวน้อยมากขึ้น ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงและสูญเสียพลังงานมากขึ้น ถ้าคุณแม่ได้พักผ่อนก็จะสบายขึ้น จึงพากันนอนจุ้มปุ๊กอยู่บนเตียงเป็นส่วนใหญ่ 😛

open-uri20130122-3407-1qn9hwz

  • มีอารมณ์แปรปรวน : รู้สึกหงุดหงิด และอาจปวดศีรษะบ่อยขึ้น แต่ไม่รุนแรงมากนัก ในบางราย ร้องไห้ง่ายขึ้นกว่าเดิม งอแง อ่อนไหวไปทุกเรื่อง
  • รู้สึกง่วงนอน : คุณแม่บางคนอาจจะรู้สึกว่าร่างกายเหนื่อยล้า นอนเท่าไรก็ไม่เต็มอิ่ม มีความอยากนอน นอน และ นอนมากกว่าปกติ

ซึ่งอาการแพ้ท้องเนี่ยก็ยังแบ่งออกเป็นได้หลายระดับค่ะ

  1. ภาวะแพ้ท้องระดับเล็กน้อย เป็นระดับที่ไม่น่าห่วงเท่าไร คุณแม่มักจะมีอาการคลื่นไส้หรือพะอืดพะอม วิงเวียนศีรษะ อาเจียนเป็นบางครั้ง เวียนศีรษะด้วยเล็กน้อย และรับประทานอาหารได้น้อยลง คุณแม่สามารถใช้วิธีช่วยลดอาการแพ้ท้องในที่กล่าวถึงบทความนี้เพื่อบรรเทาอาการได้
  2. ภาวะแพ้ท้องระดับปานกลาง คุณแม่จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน มักทานอะไรไม่ค่อยได้หรือทานอาหารไม่ได้เป็นช่วง ๆ ปัสสาวะสีเข้ม ถึงจะพักผ่อนอย่างไรก็ไม่ช่วยทำให้มีอาการดีขึ้น คุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ดูแล โดยแพทย์อาจจะให้น้ำเกลือหรือฉีดกลูโคสเพื่อระงับอาการอ่อนเพลียจากการอาเจียน และแพทย์จะสั่งจ่ายยาระงับอาการคลื่นไส้ พร้อมกับแนะนำวิธีการปรับตัวให้รับประทานอาหารได้ เมื่อพบแพทย์แล้วอาการคลื่นไส้อาเจียนของคุณแม่จะดีขึ้น
  3. ภาวะแพ้ท้องมาก หรือ ภาวะท้องอย่างแรง หรือ ภาวะแพ้ท้องขั้นรุนแรง (Hyperemesis gravidarum) ในหญิงตั้งครรภ์ประมาณ 1 ใน 500 คน อาจมีภาวะแพ้ท้องอย่างแรงได้ โดยมีสาเหตุมาจากการมีระดับฮอร์โมน HCG สูงมากกว่าปกติ เช่น ในกรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์แฝด, ตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก หรือเกิดจากภาวะทางจิตใจที่เครียดหรือกังวลกับการตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกมากจนเกินไป ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรงจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลย จนเกิดภาวะขาดน้ำ ภาวะเลือดเป็นกรด น้ำหนักตัวลดลง (มากกว่า 5% ของน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์) และขาดสารอาหารได้ อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์ตัวเล็กและขาดสารอาหาร ทารกคลอดก่อนกำหนดหรือแท้งบุตร คุณแม่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ในบางรายอาจทำให้เซลล์ตับตาย (Necrosis) และมีภาวะไขมันสะสมในตับ (Fatty liver) ของคุณแม่เกิดอาการดีซ่าน อาจมีภาวะเลือดดำส่วนลึกมีลิ่มเลือด ภาวะสิ่งหลุดอุดตันของเลือดแดงในปอด หรือมีภาวะหลอดอาหารทะลุหรือปอดทะลุ ไตวาย และภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่อาจพบได้อีกประการหนึ่งก็คือ อาจทำให้จอตาอักเสบและมีเลือดออก (Hemorrhagic retinitis) ทำให้ตาบอดได้ หากพบจำเป็นต้องรีบยุติการตั้งครรภ์ ดังนั้น ถ้าคุณแม่มีอาการรู้สึกหมดแรงและวิงเวียนศีรษะ อยู่ในภาวะขาดน้ำเนื่องจากอาเจียนหลายครั้งมาตลอดทั้งวัน กินอะไรไม่ได้เลยเป็นเวลาหลายวัน และน้ำหนักลดลง 5 กิโลกรัม (จากก่อนตั้งครรภ์) อาจจะส่งผลกระทบต่อทั้งคุณแม่และลูกในครรภ์ได้ จึงขอให้พบแพทย์โดยด่วน
    • ในกรณีที่ครรภ์แรกคุณแม่มีอาการแพ้ท้องมาก การตั้งครรภ์ครั้งต่อไปคุณแม่อาจจะแพ้ท้องมาก แพ้ท้องปกติ หรือไม่แพ้ท้องเลยก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ
    • การแพ้ท้องมากไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการมีประวัติครอบครัวที่แพ้ท้องมากมาก่อน คุณแม่มือใหม่จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีอาการแพ้ท้องมากตามญาติพี่น้อง แต่มีข้อยกเว้นในกรณีของการตั้งครรภ์แฝดที่ส่วนมากจะมีประวัติทางกรรมพันธุ์อยู่แล้ว เพราะหากตั้งครรภ์แฝดก็จะมีอาการแพ้ท้องกว่าปกติเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : ที่นี่

 

Comments

comments

Load More In story

Check Also

5 ที่พักสไตล์ Hostel ดีไซน์สุดเก๋ใจกลางกรุงเทพ

สำหรับวันนี้เราจะมาพาเพื่อนๆ ไปสำรวจที่พักสไตล์ Hostel ดีไซน์สุดเก๋ใจกลางกรุงเทพ เผื่อเป็น…